และแล้วก็ตั้งชื่อให้กับโปรเจคต์ได้ครับ!

ใช้ชื่อว่า "ปฏิบัติการสร้างเพื่อนทั่วโลก!" เพราะอยากเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อน โรงเรียน และมิตรภาพ

ก็ว่าจะเขียนเป็นการ์ตูน แต่ตันอ่ะ... เลยคิดว่าไหนๆก็ไหนๆ ลองแต่งเป็นนิยายก่อนแล้วกัน อาจจะเขียนเป็นการ์ตูนง่ายขึ้น สู้ๆเว้ยโซโร่

ที่แต่งออกมาก่อนตอนแรกเป็น Ch.0 ก่อนครับ เป็นการพบกันครั้งแรกของตัวเองสองคนเมื่อครั้งวัยเยาว์ (เดี๋ยวเอาไปคิดอีกทีว่าจะเป็นช่วงอายุเท่าไหร่ดี) แต่ระบบจำนวนนับเริ่มที่ 1...เพราะฉะนั้นเนื้อเรื่องจริงก็ต้องนับจากตอนที่ 1 เหมือนกันครับ เอ่...แล้วตอน 0 ของบักโร่นี่มันหมายความว่ายังไงกันนะ? ช่างมันเต๊อะ

เชิญชมครับ!

--------------------------------------------------------------------------------------

ปฏิบัติการสร้างเพื่อนทั่วโลก!

Chapter 0: หมอนี่มันเพี้ยน?

 

อากาศร้อนอบอ้าวในช่วงฤดูร้อนเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างความรำคาญใจให้ใครหลายๆคน คงไม่มีใครใช่ไหมที่ชอบอยู่ในที่ร้อนๆ มีเหงื่อออกท่วมตัว และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังยามต้องแสงแดดอันเจิดจ้าที่เต็มไปด้วยรังสีมากมาย ใช่ครับ...ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น


 ในวันที่อากาศร้อน ต่างคนต่างก็มีวิธีคลายร้อนต่างกันไป ตั้งแต่อาบน้ำ เล่นสงกรานต์ เปิดแอร์ เปิดพัดลม หรือแม้แต่มาเที่ยวห้างสรรพสินค้า ผมว่ามันเป็นวิธีที่ดี เพราะเย็นดี ค่าไฟฟ้าก็ไม่ต้องเสีย ค่าแอร์ก็ไม่ต้องจ่าย มีแต่ค้าเสียหายยามที่เราไปเยือนร้านรวงต่างๆนั่นแหละ เพราะเวลาเจอของที่ยั่วใจยั่วกิเลสได้มันก็มักอดใจไม่ไหว อย่างตอนนี้ผมก็เสียเงิน 10 บาทให้กับซอฟต์ครีมรสวนิลาเย็นชื่นใจโคนหนึ่งเข้าให้ซะแล้ว


 ผมนั่งกินซอฟท์ครีมที่ม้านั่งที่ทำจากไม้ขัดเงาตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่หน้าร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้า รสหวานละมุนและรสชาติเข้มข้นของนมพร้อมกับสัมผัสนุ่มลิ้นยามที่ได้ลิ้มลองทำให้ผมชอบมันมากกว่าไอศกรีมแบบก้อนมากนัก เข้ากันดีกับกลิ่นหอมอ่อนๆของนมและวนิลา อีกทั้งความเย็นที่ช่วยให้คลายร้อนได้ในระดับหนึ่ง ถ้าเป็นเจ้าซอฟต์ครีมนี่ล่ะก็ 10 บาทที่เสียไปผมไม่เสียดายเลยสักนิด 


 ผมนั่งละเลียดซอฟต์ครีมสุดโปรดในมือไปเรื่อยๆ พลางนั่งรอแม่ที่กำลังไปซื้อของที่ชั้นซุปเปอร์มาเก็ตข้างบน ผู้คนตรงหน้าสัญจรผ่านไปมา เป็นภาพที่เพลินตาดี แต่สติของผมดูจะจดจ่อกับเจ้าซอฟต์ครีมนี่มากกว่า


 “ครับแม่? ครับ...งั้นผมรออยู่หน้าร้านหนังสือที่เดิมนะ? ครับ เจอกัน” เสียงเด็กชายคนหนึ่งที่คุยโทรศัพท์อยู่ข้างๆไม่ได้ทำให้ผมสนใจแต่อย่างใด จนเมื่อเขาเดินมานั่งอีกฟากหนึ่งบนม้านั่งตัวเดียวกันกับผมนั่นแหละ เป็นธรรมดาใช่ไหมที่จะหันไปมองว่าใครมานั่งด้วย เผื่อเป็นคนที่ท่าทางไม่น่าไว้ใจจะได้เลี่ยงทัน


 แต่สิ่งที่ผมเห็นเป็นเพียงเด็กชายธรรมดาๆที่น่าจะรุ่นเดียวกันกับผม ผมสีดำตัดสั้น ใส่หมวกแก๊ปสีแดงที่มีโลโก้ของทีมลิเวอร์พูลอยู่เด่นชัด เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์สีน้ำเงิน อันที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจจะมองรายละเอียดถึงขนาดนั้น แต่พอผมเห็นหน้าเขาแล้วต้องย้อนกลับไปดูการแต่งตัวของเขาด้วยจริงๆ


 เพราะใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้มสดใส ที่พอผมมองออกไปตามแนวสายตาของเขาก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเขายิ้มให้ใคร!? (จนผมเผลอคิดไปว่าเขามีอาการผิดปกติทางสมองรึเปล่า)


“นี่...นายน่ะ...” เหมือนเขาจะรู้สึกตัวแล้วหันมาถามผมด้วยอาการประหม่าเล็กน้อย แน่นอน...ก็ยังยิ้มอยู่แบบเดิมน่ะแหละ “มองเราตั้งนานแล้วนะ มีอะไรเหรอ?” ถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่คงความเป็นกันเอง จนผมลดความประหม่าลงมากหลังจากที่รู้ตัว


“เปล่า” คำพูดติดปากผมเวลาตอบคำถามคนอื่นล่ะ “แค่คิดว่า... ‘ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรของเขา’ ก็แค่นั้นแหละ” ผมตอบตรงๆตามที่คิด แต่ไม่รู้อะไรทำให้คนฟังฉีกยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมก่อนหัวเราะหึๆในลำคอ


“นายก็ด้วย” เจ้าคนเริ่มบทสนทนาว่าก่อนชี้มือมาทางผม “ระวังเหอะ...ไม่รีบกินเดี๋ยวไอติมก็หายเย็นหมด” ถึงตอนนั้นแหละที่ผมระลึกได้ถึงซอฟต์ครีมแสนอร่อยที่อยู่ในมือ ก่อนจะเริ่มกินมันต่อ ในขณะที่คนข้างๆก็ยังยิ้มกว้างและส่งเสียงหัวเราะ จนตอนที่ซอฟต์ครีมหายตัวไปอยู่ในท้องผมหมดแล้ว เขาก็ยังนั่งยิ้มอยู่ เพียงแต่หันหน้าไปทางอื่น สักพัก... เขาก็ยิ่งสร้างความประหลาดใจให้ผมมากขึ้นอีก


“อ้าวเจ้าหนู! หวัดดี” คุณน้าแต่งตัวภูมิฐานคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายเจ้าคนที่นั่งข้างๆ เขายิ้มรับเสียกว้างเหมือนเด็กเห็นพ่อแม่มารับที่โรงเรียนอนุบาลก่อนส่งเสียงหัวเราะในลำคอเล็กน้อยอีกครั้ง “หวัดดีครับเฮีย”


“มาทำอะไรแถวนี้ล่ะหือ?”


“มาซื้อของนิดหน่อยครับ เฮียล่ะ”


“น้องสาวมันให้มารับน่ะ เห็นว่ามากินเลี้ยงกับเพื่อน เอ้อ! พูดถึงกินเลี้ยง อาทิตย์หน้าบ้านเฮียจะจัดงานวันเกิดให้อาม่า อาม่ากำชับนักกำชับหนาล่ะว่าให้พาเอ็งมาด้วย บ่นตลอดว่าคิดถึง” คนฟังยิ้มยิงฟันรับจนเห็นฟันขาวเรียงกันสวย


“โอ้! ไม่พลาดแน่เฮีย ฝากบอกอาม่าด้วยว่าผมคิดถึง” อาเฮียคนนั้นก็ยิ้มรับพร้อมหัวเราะหึๆ แล้วโบกมือเดินจากไป


น่าจะเป็นญาติกัน? แต่ถ้าอย่างนั้นคงจะบอกกันตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว? เอ่...หรือเพื่อนบ้าน?


ผมนั่งวิเคราะห์ไปเรื่อยเปื่อยเพราะไม่มีอะไรทำ (ซอฟต์ครีมหมดแล้ว)


ต่อจากนั้นไม่กี่วิฯ ก็มีพี่สาวมหา’ลัยหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเจ้าคนหมวกแดงข้างๆอีกคน


“อ้าวคุณน้อง! ไม่เจอกันนานนะคะ” ตามแบบฉบับเป๊ะ เจ้านั่นยิ้มทักทาย แต่ผมรู้สึกว่ามันต่างจากยิ้มที่เขายิ้มให้อาเฮียคนเมื่อกี้อยู่นิดหน่อย


“หวัดดีครับคุณพี่” พี่สาวมหา’ลัยยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะเริ่มบทสนทนาใหม่ “เอ้อ ว่าแต่คุกกี้ที่คุณพี่ทำให้เมื่อคราวก่อนเป็นไงบ้าง”


ถึงตอนนั้นเจ้าหมวกลิเวอร์พูลทำสีหน้าสลดน้อยๆ “ยังไม่ได้กินเลยครับ พอเอาวางไว้ที่โต๊ะกับข้าวแล้วไปเข้าห้องน้ำหน่อยเดียว พี่เชนก็จิ๊กไปกินทั้งถุงเลย” เด็กหนุ่มโบ้ยความผิดให้บุคคลที่สามด้วยน้ำเสียงติดตลก แล้วดูเหมือนพี่สาวมหา’ลัยจะยอมเล่นตามเกมของเขา เพราะเธอแกล้งทำเป็นตีหน้าฮึดฮัด อย่างที่ใครดูก็รู้ว่าแกล้งทำ


“ต๊ายยยย ตาเชนบ้านี่! ฉันทำให้น้องแท้ๆดันมาแกล้งกินหน้าตาเฉย ร้ายจริงๆ!” ถึงพี่เขาจะว่าอย่างนั้นแต่ผมรู้สึกว่าหน้าพี่เขาแดงหน่อยๆ สักพักทั้งพี่สาว (และผมว่าอนาคตเธออาจเป็นพี่สะใภ้ของเจ้าหมวก) กับเจ้าลิเวอร์พูลก็หัวเราะร่วนพร้อมกัน


“งั้นคุณพี่ไปล่ะค่ะ ฝากดุเจ้าเชนมันด้วย” เธอว่าพลางส่งยิ้มหวานให้เจ้าหมวก ทั้งยังโบกมือลา เจ้าหมวกเองก็ยิ้มร่า โบกมือลาตอบเช่นกัน


ต่อมาก็ตามด้วยอาแปะร้านขายนาฬิกา อาจารย์โรงเรียนกวดวิชา รุ่นพี่ที่โรงเรียน คนข้างบ้าน ช่างทำสวน ป้าร้านเค้ก เพื่อนของน้อง พี่ร้านการ์ตูน เพื่อนจากโรงเรียนนั้น เพื่อนจากโรงเรียนนี้ เพื่อนที่โรงเรียนเดียวกัน เพื่อนโรงเรียนเดียวกันแต่ต่างห้อง และสารพัดบุคคลที่เดินเข้ามาทักเจ้าหมวกนี่มิได้หยุดหย่อนราวกับนัดกันมางานมีทติ้งเจ้าหมวกยังไงยังงั้น


จากที่เคยสงสัยว่าคนพวกนั้นอาจเป็นญาติ เป็นคนข้างบ้าน เป็นคนรู้จักกัน มาตอนนี้ผมเริ่มสงสัยเจ้าหมวกข้างๆนี่มากกว่า


เอ่...หรือเขาเป็นคนดังในแวดวงสักอย่างกันหว่า?


“ฟู่ว..” เจ้าหมวกถอนหายใจก่อนนั่งพิงพนักหลัง ผมเดาว่ามันคงเหนื่อย แหงล่ะ เดี๋ยวคนโน้นทีคนนี้ทีเดินเข้ามาทัก ขนาดผมแค่มองยังเหนื่อยแทนเลย


แต่ที่ไม่เปลี่ยนไปจากก่อนที่ผมเห็นเขาครั้งแรก...เขายังยิ้มอยู่


และอีกครั้งที่เขารู้ว่าผมมองเขาอยู่ ถึงได้เอ่ยถาม “มีอะไรเหรอ?”


“เปล่า” แล้วก็อีกครั้งเหมือนกันที่ผมพูดคำติดปากของผม “แค่สงสัยว่าทำไมมีคนเดินมาทักเยอะนัก ที่นี่ก็ไม่ใช่จังหวัดเล็กๆ คงไม่ถึงขนาดรู้จักกันหมดจนคนเดินห้างฯที่ผ่านไปมาเข้ามาทักเรื่อยๆ”


จริงๆครับ จังหวัดนี้ไม่ใช่จังหวัดเล็กๆ ใหญ่ติดอันดับต้นๆของประเทศเลยล่ะ แต่ที่ผมสงสัย เพราะขนาดผมเองมาห้างฯนี้ตั้งหลายครั้ง ยังนับครั้งที่เจอคนรู้จักได้เลย


“ฮ่าๆๆ” อีกแล้วครับที่เจ้านี่หัวเราะ “ก็ช่วงนี้มันช่วงเทศกาลนี่นา” เขาคงหมายถึงสงกรานต์ที่จะถึงในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า แต่กระแสแรงมาก เพราะห้างฯที่นี่เปิดเซลล์เทศกาลตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อนๆนู่น “เขาก็เลยมาหาของไว้ก่อน เพราะพอใกล้ๆวันจริงของดีๆจะหมดเอา”


“แต่คงไม่ได้มาวันเดียวกัน เวลาเดียวกัน แล้วก็ห้างฯเดียวกันทุกคนนี่”


“ก็นะ... น่าแปลกใจอยู่หรอกที่วันนี้เจอหลายคน แต่ก็นั่นแหละ นี่แค่จุดเริ่มต้นเอง”


“จุดเริ่มต้น?” ผมทำหน้างง เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย


จุดเริ่มต้นอะไรของเขากัน?


“ความฝันของฉันไง” พูดถึงตรงนี้แล้วคนฟังยิ้มแก้มปริ สีหน้าดูมีความสุข


“ฝัน?”


ฝันอะไรอีกล่ะ


“โตขึ้นฉันจะมีเพื่อนทั่วโลก!”


หมอนี่มันเพี้ยนชัดๆ!!!!!!!


ผมตาค้างด้วยความตกตะลึง ดูเหมือนผมจะเข้าใจถูกตั้งแต่แรกจริงๆว่าเขาท่าจะมีอาการผิดปกติทางประสาท ถ้าบอกว่าโตขึ้นจะเป็นนายกฯ จะเป็นสายลับ จะเป็นฮีโร่หรืออะไรก็เหอะ ผมว่ามันยังเป็นมุกตลกที่เข้าท่ายิ่งกว่า


“นายล้อเล่น?”


“เหอะ ไม่ๆๆ” เขารีบปฏิเสธ “ตอนนี้ฉันก็ดำเนินการไปได้ขั้นหนึ่งแล้วนะ ที่โรงเรียน ที่บ้าน ร้านที่เคยไป คนที่เคยเจอ” เขาว่าพลางยิ้มอย่างภูมิใจ แต่ยังไงผมก็คิดว่ามันเป็นความคิดที่บ้าอยู่ดี


เพื่อนไม่ได้สร้างง่ายๆ แล้วทำไมคนอย่างเขาถึงบอกว่าจะมีเพื่อนให้เยอะๆนัก


แถมเจ้าตัวยังภูมิใจนักหนาว่าได้เป็นเพื่อนกับเขาแล้ว ทั้งที่อีกฝ่ายไม่รู้คิดยังไงกับตัวเองอีก บอกได้คำเดียว

เพี้ยน!


“แล้วก็นะ เป้าหมายต่อไป...” เด็กหนุ่มตั้งท่าจะเล่า ดูออกได้ชัดว่าอยากเล่าใจจดใจจ่อ ผมเองก็คงต้องนั่งฟังเรื่องเพี้ยนๆของมันไปอีกระลอก ถ้าไม่มีบุคคลบังเกิดเกล้าคนหนึ่งเข้ามาหาผมก่อน


“ป่ะลูก กลับบ้านกันเถอะ อ้าว? แล้วนั่นเพื่อนเหรอ” ผมมองสตรีวัย 30 กว่าแต่หน้าตายังดูอ่อนเยาว์ เข็นรถเข็นที่มีเครื่องกินเครื่องใช้มากมาย ท่าทางเป็นคนดี ใจดี แล้วก็น่ารัก แน่ล่ะครับ...แม่ผมเอง


“สวัสดีครับ” เจ้าหมวกเริ่มทักทายคุณแม่ของผมพร้อมกับยิ้มสดใสตามแบบฉบับเด็กๆ แม่ผมยิ้มตอบเสียกว้างราวกับกำลังยิ้มให้ลูกรัก


ให้ตายสิ! มันจับจุดถูกได้ยังไงว่าแม่ผมชอบเด็กท่าทางร่าเริงสดใส!


“คือว่า...”


“หม่าม้า! รีบกลับเถอะ! ห่วงเจ้าโบร์มัน” ไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้พูดอะไรต่อ ผมก็ชิงตัดบทแล้วลากรถเข็นไปทันที


“เอ๊ะ...เอ้อ...” ดูเหมือนคุณแม่จะยังงงๆกับพฤติกรรมพิศดารของผมอยู่


“หม่าม้าครับ!” ผมร้องเรียก ดูเหมือนคุณแม่จะบอกลาเจ้าหมวกนั่นพร้อมกับโบกมือลา แล้วถึงค่อยเดินมาหาผม
ถึงตอนนี้ผมถึงได้เข้าใจแล้วล่ะว่าเจ้าหมวกนั่นมันรู้จักคนได้ไม่เลือกหน้าจริงๆ!


---------------------------------------------------------------------------------------


“อ้าว...ไปแล้วซะงั้น” เด็กหนุ่มมองภาพที่เจ้าคนข้างๆรีบกลับบ้านโดยเร็วทันทีที่แม่มา พลางยิ้มพอใจ


“ว่าแต่คุยกันมาตั้งนาน เขาชื่ออะไรนะ?”

 

Chapter 0 : END

 

นั่นสิ... เพราะขนาดเข็นมาได้ 1 ตอน แต่เจ้าคนเขียนมันยังไม่ได้ตั้งชื่อให้เลย (กร้ากกกกกกกกกกก)

 

ฉะนั้น ณ โอกาสนี้

กระผม นายโซโร่ จึงจัดการประกวดชื่อขึ้นครับ!

เพียงท่านตั้งชื่อเล่นให้กับ 2 คนนี้

เจ้าหนูซอฟต์ครีม...

กับเจ้าหมวกลิเวอร์พูล...(อันนี้เวอร์ชั่นโตหน่อย)

 

ชื่อใดเข้าตากรรมการ รีเควสภาพมาเลย! บักโร่เต็มที่ครับ!

อยากให้คนร่วมเยอะๆนะตามจริง แต่อันว่าบล็อกบักโร่มันสารขันธ์ ดังนั้นขอแค่ใครเม้นท์และตั้งชื่อมาด้วยจะดีมากครับ

 

ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ

 

แล้วเจอกันใหม่เอนทรี่หน้าครับ

 

ตอบเม้นท์ (เริ่มมาตรการตั้งแต่เอนทรี่นี้เป็นต้นไป)

★MeawNoy★  : บักโร่อ้วนอยู่แล้วครับ (ฮา)

 I am DangerousFox  : คิดไรออกก็วาด...ก้าวแรกแห่งโอตาคุสินะครับคุณเอ็ง(กร้ากกกกกก)

m★nstress ™ : กำลังวิเคราะห์คำว่า "เด็กเส้น" ของท่านอยู่ครับ (ฮา)

 

(โอ้...ประจักษ์แล้วว่าเม้นท์น้อยมีดีอย่างไร) <<< ฮา

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

...โอตาข่งโอตาขุอะไรละ...- -"

ง้าว

มันยาวอะ...- -" อ่านไม่ลง...

(อยากอ่านนะ...- -")

ช่วงนี้รุ้สึกอัพอะไรที่มีสาระนะเอ็ง

(โดนถีบ)

#1 By I am DangerousFox on 2009-10-26 07:40

หลงเข้ามาเจอพอดี...กรี๊ด...
ชอบอ๊ะ !! หนุ่มซอฟต์ครีม !!
เสป็ค !!!/น้ำลายหยด
ไม่เสียแรงที่นั่งอ่าน !!(และนั่งจิ้น !!)
โอววววว/ดิ้น ๆ
/โดนโบก รีบคิดชื่อสิเฮ้ย
หนุ่มซอฟต์ครีม....
ชื่อครอฟต์เป็นไงเคอะ *3* !!
(มันก็แค่เอาซอฟต์ผสมกับครีมเองนี่หว่า !!)
คนล่าง ไม่ใช่เสป็ค เลยนึกชื่อไม่ออก...
/วิ่งหนีจขบ.
มันคือฟิครึเปล่าคะนี่big smile
ดูหน้าหมวกคุงก็น่าจะมีเพื่อนมากอยู่นะคะ หน้าตายิ้มแย้มดี คงเป็นคนอัธยาศัยดีแหละเราว่า ก็เลยผูกมิตรกับคนอื่นได้ง่ายน่ะค่ะdouble wink

#3 By wanako_chan on 2009-10-28 22:42