[Free!FanFic] 17/11/2015 (MakoHaru)

posted on 16 Nov 2015 22:28 by project0

นาฬิกาในโทรศัพท์มือถือบอกเวลา 00.05 ของวันที่ 17 พฤศจิกายน

 

ทาจิบานะ มาโกโตะมองหน้าจอผ่านกรอบแว่นสีดำด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเบือนกลับมาที่สมุดเลคเชอร์เหมือนเดิม ตอนนี้ในหัวของเขามีความคิดบางอย่างตีกันเล็กน้อย

 

เขาและฮารุเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยที่โตเกียวได้ 3 ปีแล้ว เป็นธรรมดาที่พอชั้นปีสูงขึ้นก็ต้องมีภาระงานที่หนักขึ้น เขาเองตอนนี้ก็ต้องเร่งปั่นโปรเจคต์กับอ่านหนังสือสอบ ส่วนฮารุก็ต้องซ้อมหนักเพื่อเตรียมคัดตัวทีมชาติอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า รู้สึกตัวอีกทีก็ไม่เจอหน้ากันเป็นเดือน ไม่ได้โทรคุยกันเป็นอาทิตย์

 

แต่ทั้งที่ต่างคนต่างยุ่งขนาดนี้ เขาก็อดคาดหวังถึง "ความพิเศษ" บางอย่างไม่ได้ เพราะตัวเขาไม่เคยลืมและให้ความสำคัญมาตลอด เลยคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะทำเช่นกัน

 

เพิ่งวันเกิดเขามา 5 นาที จะอารมณ์เสียคงไม่ใช่เรื่องเท่าใดนัก เจ้าตัวจึงทำงานต่อไปตามปกติ พอเหนื่อยก็นอน รู้สึกตัวอีกทีตอนได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นเป็นรอบที่ 3 ในตอนเช้า จากนั้นก็เตรียมตัวไปเรียนเหมือนวันก่อนๆ

 

ตอนเด็กๆวันเกิดเคยเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ลุ้นตั้งแต่ว่าคนที่บ้านจะจำได้ไหม เพื่อนจะจำได้รึเปล่า จะได้ของขวัญเป็นอะไร แต่พอโตขึ้นเรื่องแบบนั้นก็ยิ่งห่างไกล ต่อให้เป็นวันพิเศษขนาดไหนแต่ถ้ามีงานก็ต้องทำงาน  คนอื่นๆรอบตัวก็ต้องทำงาน จึงเป็นเรื่องธรรมดามากที่จะไม่มีของขวัญ ไม่มีคำอวยพร เขาเองก็เลิกสนใจไปนานแล้ว...เหลือแค่บางคนเท่านั้นแหละที่ต่อให้รู้เหตุผลยังไงแต่ก็อดคาดหวังด้วยไม่ได้

 

อย่างน้อยก็อยากได้ยินคำอวยพรด้วยน้ำเสียงของคนคนนั้น

 

ขณะกำลังเดินทางไปมหาวิทยาลัย เขาได้ยินเสียงข้อความเข้า เป็นข้อความสุขสันต์วันเกิดจากคุณแม่และรันเร็น ชายหนุ่มอ่านพร้อมอมยิ้ม พิมพ์กลับไปสั้นๆ หลังจากนั้นก็เรียนทั้งวัน รู้สึกตัวอีกทีตอน 2 ทุ่ม กำลังคุยเรื่องโปรเจคต์กับเพื่อน ยังไม่เสร็จ พอช่วงพักเขาเช็คโทรศัพท์มือถือ เจอข้อความสุขสันต์วันเกิดจากเรย์ นางิสะ และโกจัง ...ยังคงไร้วี่แววจากคนคนนั้น

 

เขาเลือกที่จะรอต่อไป งานเสร็จสี่ทุ่ม ก่อนจะกลับเขาได้รับคำอวยพรและของขวัญวันเกิดจากเพื่อนๆที่คุยโปรเจคต์ด้วยกัน รู้สึกดีใจจนอดแสดงออกทางสีหน้าไม่ได้ เวลาที่รับรู้ว่ามีใครใส่ใจทำให้รู้สึกดีขนาดนี้

 

แต่เขาก็ยังคงอยากได้คำอวยพรจากน้ำเสียงของคนคนนั้น

 

เขากลับมาถึงห้องตอนเกือบห้าทุ่ม กว่าจะอาบน้ำทำอะไรต่างๆนานาก็ห้าทุ่มครึ่ง เริ่มชั่งใจว่าจะรอต่อไปดีไหมหรือว่าจะโทรไปดี สุดท้ายก็เลือกที่จะรอต่ออีกหน่อย ใส่หูฟังพร้อมหยิบการ์ตูนขึ้นมาอ่านเพื่อพักผ่อนจากการงานอันหนักหน่วง เวลาเลยผ่านไปจนอีกไม่ถึง  10 นาทีจะเข้าสู่เที่ยงคืนวันใหม่ เขาใจหวิว ไม่รออีกต่อไป

 

ถ้าวันนี้ไม่ได้ยินเสียงเลยจริงๆเขาต้องเสียใจมากแน่

 

เสียงรอสายช่างบีบคั้นหัวใจนัก หัวสมองตื้อไปหมด คิดไม่ออกว่าถ้าอีกฝ่ายรับสายควรจะเริ่มพูดอะไรด้วยน้ำเสียงแบบไหน น่าแปลกที่ก็รู้จักกันมาตั้งแต่เล็กๆ โทรคุยกันก็บ่อย แต่ทุกครั้งที่โทรเขาก็ยังประหม่า ฮารุไม่ชอบคุยโทรศัพท์ ขนาดจะพกก็ยังไม่พก กังวลไปหมดว่าที่ตัวเองโทรไปจะน่ารำคาญ ยิ่งช่วงนี้ฮารุยุ่งมาก

 

"มาโกโตะ?" เสียงคุ้นเคยที่ไม่ได้ยินมานานทำเอาเขาใจเต้นแรง

 

"ฮารุ ซ้อมเสร็จแล้วเหรอ?"

 

"อื้ม กำลังเดินกลับห้อง"

 

ลืมสินะ... แต่เขาก็ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาเลย

 

...แค่ได้ยินเสียงก็พอใจแล้ว

 

"เหนื่อยแย่เลยนะฮารุจัง"

 

"อย่าเติม 'จัง' ท้ายชื่อคนอื่นสิ"

 

"ฮะๆ วันนี้วันเกิดฉันล่ะ"

 

ปลายสายเงียบไปสักพัก เขาเดาเหตุการณ์ได้กลายๆ

 

"รถไฟหมดรอบแล้ว"

 

"ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่นา แค่อยากให้อวยพรให้เฉยๆ" น้ำเสียงเขาอ่อนลงจนขนาดตัวเองก็ยังรู้สึกว่าอ้อน หน้าเขาร้อน ใจเต้นไม่เป็นส่ำ ให้ตาย

 

"สุขสันต์วันเกิด มีความสุขมากๆ      ........ขอโทษที่ลืมนะ"

 

ให้ตาย ให้ตาย

 

นึกภาพออกเลย น้ำเสียงแบบนี้ เจ้าแมวน้อยของเขากำลังทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมแบบรู้สึกผิดเต็มประตู น่ารัก!

 

"ฮะๆขอบคุณครับ" วันเกิดปีนี้เขาพอใจแล้ว

 

"มาโกโตะ"

 

"หืม?"

 

"วันอาทิตย์นี้ฉันว่างนะ"

 

...เข้าใจตรงกันว่าไปเที่ยวด้วยได้

 

ให้ตาย ใจเต้นแรงเป็นบ้า

 

กับคนที่ชอบ แค่ได้คุยด้วยก็ใจเต้นขนาดนี้

 

"อื้ม จะรอนะ"

 

"...ฝันดี"

 

สายวางไปแล้ว แต่เขายังใจเต้น

 

วันเกิด กับบทสนทนาไม่ถึง 1 นาที และรอยยิ้มที่หุบไม่อยู่

 

 

 

 

สวัสดีค่ะ Project0เองค่ะ ไม่เจอกันนานนะคะ

เป็นฟิควันเกิดที่แม้แต่ตัวเองก็ยังรู้สึกว่าจะรวบรัดไปไหนวะ (พรากส์)

ธีมวันเกิดปีนี้คือ simply is the best ล้อเล่นค่ะ มาจากชีวิตจริงที่วันที่ 17 พ.ย.ปีนี้ก็วันเกิดเราเหมือนกันและเราต้องอยู่เวร ฟฟฟฟฟ

-เลยลากมาโกะจังมาเหงาด้วย แบบว่าชีวิตคนเรามันก็ต้องแบบนี้ล่ะน่า

รู้สึกตัวอีกทีก็ชอบคู่นี้มา 3 ปีแล้ว ตอนนี้ก็ยังชอบอยู่ ยาวนานมากๆ(ฮา)

หวังว่าจะชอบและได้คุยกับเหล่าแม่ยกต่อไปอีกเรื่อยๆค่ะ(ฮา)

แฮปปี้มาโกะฮารุค่าาาา

             

  หลังจากมีน้องชายน้องสาวฝาแฝดให้ดูแล มาโกโตะก็ไม่ใช่คนขี้แยอีกแล้ว

 

                จะว่าเพราะความเป็นพี่คนโต? ก็คงแบบนั้น  แต่พอรู้สึกตัวอีกทีเขาก็ไม่เห็นเจ้าคนอ่อนแอ ชอบทำหน้าแหยเพื่อนเลยชอบแกล้ง แค่หกล้มก็ร้องไห้อีก มาโกโตะวัยป.5ที่เขาเห็นอยู่นี้คงจะเป็นตัวอย่างของ "เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน" อย่างที่คุณยายของเขาชอบพูดบ่อยๆ

 

                เจ้าตัวสูงนำเขาไปแล้ว ท่าทางดูสงบเสงี่ยมขึ้นมาก อีกทั้งความอัธยาศัยดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นการพยายามให้น่าหมั่นไส้ สรุปก็คือวางตัวดี แม้จะไม่ได้โดดเด่นก็จริง แต่ก็ยังไม่เคยได้ยินใครว่าร้ายให้มาก่อน  เขาเองซะอีก เมื่อวานตอนทำเวร กำลังไปจะไปล้างผ้าถูห้องที่ห้องน้ำก็ได้ยินเพื่อนคุยกันว่า นานาเสะน่ะ เก่งไปซะทุกอย่างก็จริงแต่มนุษยสัมพันธ์ไม่ดี ทาจิบานะที่ชวนคุยอยู่ข้างเดียวน่าสงสาร ไม่รู้เป็นเพื่อนกันได้ยังไง

 

                เขาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรและจนตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน

 

                นั่นจึงเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสนใจมาก่อน เพราะมาโกโตะไม่เคยว่าอะไรเลย ที่บ้านก็ไม่เคยว่าอะไรเลยที่เขาเป็นแบบนี้พอเขาเอาเรื่องนี้ไปถามยาย ยายก็ยิ้มหึๆ ลูบหัวเขา แล้วก็บอก "ฮารุกะไม่ค่อยพูดก็จริง แต่ก็เป็นเด็กดีมาก ยายพอใจแล้ว" ถึงจะว่าแบบนั้นเขาก็ยังค้างคาอยู่ มันตีกันระหว่างความขุ่นข้องว่าเป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว อย่ามาว่ากันซะให้ยากกับความลังเลว่าหรือจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ลองเปลี่ยนตัวเองบ้างดีไหม

 

                คิดไปคิดมาเขาก็ว่าไร้สาระ เลิกคิดดีกว่า

 

                ประจวบพอดีกับที่อาจารย์สอนจบ คาบต่อไปเป็นวิชาศิลปะ งานวันนี้เป็นวาดรูปสถานที่ในโรงเรียนตามใจฉัน ทุกคนพากันถือกระดานกับกล่องอุปกรณ์ลงไปเจออาจารย์ที่ชั้นล่าง แป๊บๆก็แยกย้ายกัน เขากับมาโกโตะเลือกไปที่สนามหลังโรงเรียน วันนี้อากาศสดใส ต้นไม้ที่แตกกิ่งใบสีเขียวบนน่านฟ้าสีครามพร้อมกับก้อนเมฆขาวๆก็น่าพึงใจอยู่

 

                พอนั่งลงปุ๊บเขาก็เริ่มวาดไปเรื่อยๆ เหมือนเขาจะไม่รู้สึกถึงอะไรอีก จนมาโกะโตะแตะที่หลังเบาๆบอกว่าหมดเวลาแล้ว ตอนกำลังเดินกลับไปด้วยกัน มาโกโตะก็เอาแต่ชมรูปของเขาใหญ่ เขาตอบแค่ 'อืม' ไปตามปกติ ก่อนจะคิดไปถึงเรื่องที่คาใจอยู่จนเมื่อเที่ยง

 

                "เป็นอะไรเหรอ?" หลังๆมานี้พอมาโกโตะถามแบบนี้ทีไร เขาจะสบายใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ คล้ายกับคิดไปว่าจะพูดอะไรก็ได้ มีคนพร้อมจะฟังอยู่

 

                เขาเงียบอยู่สักพักกว่าจะยอมพูด "นายมีอะไรไม่พอใจฉันไหม"

 

                "หา?" อย่างที่คิด มาโกโตะทำหน้างง "ยังไงนะ?"

 

                "อย่างเวลาที่นายพูดๆ แล้วฉันตอบแค่ 'อืม' "

 

                ทั้งที่เขาค่อนข้างกังวลเรื่องคำตอบแท้ๆ แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มซะอย่างนั้น

 

                "ถึงฮารุไม่พูดมันก็เขียนอยู่บนหน้านะ ดูออกง่ายจะตาย"

 

                "ฮะ?"

 

                "เอาเป็นว่าฮารุที่เป็นแบบนี้ฉันโอเค"

 

                เท่านั้นเขาก็โล่ง ความกังวลที่เคยมีถูกกลบฝัง พอชักจะเขินกับเรื่องที่คุยมาก็เบือนหน้าหนีไปมองอีกฝั่ง

 

                "แล้วฮารุล่ะ มีอะไรไม่พอใจฉันไหม"

 

                "ไม่นี่" หันมาตอบแบบไม่ต้องคิด

 

                "เหรอ ฮะๆ แต่ฉันน่ะอยากจะแข็งแรงขึ้นกว่านี้อีกล่ะ"

 

                คงเห็นเขาทำหน้าฉงน มาโกโตะเลยพูดต่อไป "อยากเป็นคนที่พึ่งพาได้กว่านี้น่ะ"

 

                ถึงจะพูดด้วยหน้ายิ้มๆ แต่แววตานั้นก็แฝงความมุ่งมั่นลึกๆเอาไว้

 

                เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนจริงๆน่ะแหละ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่พอใจ

 

                ชั่วขณะนั้นเองที่คิดขึ้นมาว่า ถึงแม้ต่อไปจะมีอะไรเปลี่ยนไปอีก ทั้งตัวเขา ทั้งมาโกโตะเอง แต่ถ้าคุยกันได้แบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็คงดีไม่น้อย

 

                ขอแค่ไม่กี่เรื่องที่จะไม่เปลี่ยนไป...

 
 
 
 
สวัสดีค่ะ ฟิคเรื่อยๆมาเรียงๆอีกแล้ว
 
เหมือนเคยพูดไว้สักที่ว่าอยากเปลี่ยนไปเขียนอะไรเร้าใจบ้าง แต่ฟิคต่อมาก็แบบเดิม กร๊ากกก TwT
 
เอาจริงๆช่วงนี้วางแผนจะเขียนAU ฟิวเจอร์ฟิชค่ะ แต่แค่เรื่องระบบตำรวจของสังกัดรินจังนี่ก็ลังเลแล้วว่าจะเขียนยังไงดี พรากส์ //หนทางยังอีกยาวไกล
 
ฟิคนี้เขียนเพราะเห็นแฟนอาร์ตเด็กประถมมกฮร.ในทวีตแล้วว่าน่ารักมาก อยากจะเขียนมาโกะที่โตขึ้นเพราะอยากดูแลฮารุ แต่สุดท้ายมาลงอีหร็อบนี้ ตลกตัวเองเหมือนกัน 
 
สรุปว่าก็ยังคงชอบคู่นี้อยู่ ตราบใดที่ชอบอยู่ก็คงหาอะไรเสพไปเรื่อยๆ พอหาไม่เจอก็เลยผลิตเองราวๆนั้นค่ะ 555
 
ขอให้เรื่องหน้าหลุดจากบ่วงความเรื่อยๆเรียงๆด้วยเถอะ =w="
 

[Free!FanFic] The Maze (MakoHaru)

posted on 16 Feb 2015 23:55 by project0

         

   ราวๆ ป.3-ป.4 นี่ล่ะมั้งที่เขาเริ่มรู้สึกยินดีกับการที่สามารถกล่อมให้อีกฝ่ายทำตามที่ตัวเองคิด

 

                มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แค่ว่าฮารุกะหกล้มในคาบพละแต่ก็ดึงดันจะแข่งต่อเพราะไม่อยากแพ้เพื่อนฝั่งตรงข้ามที่มาพูดข่มไว้ แผลไม่ได้ร้ายแรงก็จริง แต่ถ้ายิ่งขยับก็จะแย่เข้าไปอีก

 

                ดื้อมาก เป็นนิสัยที่เขารับรู้มาแต่ไหนแต่ไร ฮารุเป็นคนเข้มแข็งและเก่งไปซะทุกอย่าง  เจ้าตัวเคยชินกับการที่ทำอะไรก็เป็นฝ่ายถูกและผลลัพธ์ดี ศักดิ์ศรีจึงเป็นอะไรทีฮารุให้ความสำคัญ ใครข่มเป็นไม่ได้

 

                แต่ก่อนเขาไม่คิดอะไร คิดแค่ชื่นชมหลงใหลในตัวอีกฝ่ายที่ยื่นมือช่วยเหลือเขาบ่อยๆทั้งที่ตัวเขาเองเป็นคนอ่อนแอ เขาอยากให้ฮารุชอบ ไม่อยากทำให้รำคาญหรือคิดว่าการอยู่กับเขาเป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะงั้นถึงได้ตามใจมาตลอดทุกอย่าง กระทั่งของที่เขาว่าชอบมากมาย หากฮารุต้องการ เขาก็ยกให้ได้

 

                แต่มาวันนี้เขาเริ่มเข้าใจ คนคนนี้รั้นเกินไป ยอมหักไม่ยอมงอ กับแค่เรื่องเล็กน้อยถ้าไม่ปรามๆให้อยู่บ้าง วันข้างหน้าอาจจะหักไปจริงๆ

 

                "ฮารุจัง อย่าฝืนเลย" เขาพูดเสียงน่าสงสาร "เดี๋ยวถ้าล้มไปอีกจะยิ่งแย่เอานะ"

 

                "แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอก" น้ำเสียงเด็ดขาด พร้อมกับกำลังผูกเชือกรองเท้า ไม่ฟังใครเลยจริงๆ เขาได้แต่พ่นลม ดูท่าจะมาประนีประนอมเนิบๆนาบๆคงไม่ไหว

 

                "เข่าเจ็บแบบนี้ ลงสนามไปก็วิ่งได้กะเผลกๆนะ เผลอๆจะทำทีมแพ้ ทาเคดะทีมตรงข้ามคงจะยิ่งข่มนายไปอีก" เขามองมือที่เมื่อครู่ผูกเชือกอยู่ บัดนี้หยุดชะงัก แสดงว่าได้ผลอยู่บ้าง เขารีบตบที่ไหล่ เรียกให้คนรั้นดูสถานการณ์ตรงหน้า "เห็นไหม เพื่อนเราก็ไม่แย่เท่าไหร่หรอก" ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

 

                ฮารุกะนั่งนิ่ง สีหน้าเศร้าหมองลงนิดๆ "เหรอ...งั้นก็ได้"

 

                มาโกโตะยิ้ม แทนที่จะเสียใจแทนเพื่อนที่อยากลงแต่ลงไม่ได้ ภายในใจตอนนี้เขากลับลิงโลด นึกชมตัวเองอยู่ไม่น้อยที่จับจุดได้จนอีกฝ่ายเอ่ยปากยอม

 

                แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้รู้เลย ไม้แกร่งตนนี้ช่างเปราะบางนัก คนที่เคยเชื่อว่าตัวเองมีความสำคัญมาตลอด พอมาวันหนึ่งที่เห็นว่าตัวเองไม่ได้สำคัญจนใครต้องมาพึ่งพิงขนาดนั้นแล้ว มันก็เริ่มแตกและอ่อนยวบลงไปมาก นั่นเป็นสิ่งที่เขาสัมผัสได้หลังจากนั้นอีกหลายปี

 

                มาจนปัจจุบัน  เขารู้นิสัยของเพื่อนสนิทแทบจะทุกอย่าง ใช้มันต้อนอีกฝ่ายให้จนมุมและยอมแพ้มานักต่อนัก ฮารุกะก็ช่างใสซื่อเหลือเกิน ไม่มีเศษเสี้ยวของการตอบโต้หรือคิดแค้น อีกทั้งสีหน้ากึ่งเง้างอนกึ่งผิดหวังนั่นน่ารักน้อยซะเมื่อไหร่ นั่นทำให้เขาได้ใจ จากแต่ก่อนที่ว่าจะทำก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายรั้นไม่เข้าท่า บัดนี้กลายเป็นว่าสนุกสนาน  อยากแกล้งบ้างเสียแล้ว

 

                ตัวเขามัวเมาในเพื่อนสนิทคนนี้เหลือเกิน แรกเริ่มก็หลงใหลอยู่แล้ว พอยิ่งรู้จักก็ยิ่งหลง เหมือนเดินในวงกต

 

                พอรู้สึกตัวอีกที เขาก็ประทับจูบลงบนหน้าผากของคนในอ้อมแขนเสียแล้ว

 

                อากาศในเช้าวันจันทร์ฝนตก ความเย็นมาพร้อมกับกลิ่นและเสียงฝน แสงอาทิตย์หมองหม่น ทั้งที่เวลานี้ปกติจะมีแสงลอดม่านสว่างจ้า บัดนี้กลับอึมครึมเหมือนตอนเย็น

 

                ไม่บ่อยนักที่จะมีสถานการณ์แบบนี้ ปกติถ้านอนด้วยกันฮารุกะจะตื่นก่อนเสมอ สงสัยเพราะวันนี้อากาศเย็นสบาย ใบหน้าตอนหลับดูกี่ทีก็ว่าน่ารัก ทำเอาเขากระชับอ้อมแขนแล้วซุกหน้าไปบนไหล่ ว่าจะนอนต่อ แต่แล้วแรงผลักที่อกก็ทำแผนล่มจนได้

 

                "ปล่อยเลย อึดอัด"

 

                เขายอม คลายวงแขนออก จ้องมองใบหน้าเพิ่งตื่นนอนที่ติดจะรั้นนั่น

 

                "อากาศเย็นสบายออกนะ ไม่นอนต่ออีกสักหน่อยเหรอ"

 

                "เดี๋ยวต้องทำข้าวเช้าด้วยนี่ จะไปเรียนไม่ทันเอา" เป็นที่รู้กันว่าวันไหนมาค้างด้วยกัน ข้าวเช้าก็จะกินด้วยกัน

 

                "อยากกินไข่หวานจังนะ"

 

                "อื้ม ทำให้ก็ได้"

 

                "งั้นถ้าข้าวเช้าไม่เอาซาบะแต่เป็นเนื้อล่ะ"

 

                ฮารุเงียบ หน้ารั้นกว่าเดิม "ไม่เอา ฉันคิดตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เช้านี้จะกินซาบะซอสโชยุ" พอเห็นเขาเงียบ หน้ารั้นๆก็คลายลง "เบื่อซาบะแล้วเหรอ?"

 

                นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้รู้ว่าคนตรงหน้าแคร์เขามากมาย  

 

                เขาลูบหัวกลมๆที่คุ้นมือนัก ยิ้มบางๆ "ไม่เบื่อหรอก ซาบะก็ได้ เย็นนี้ก็อยากกินข้าวฝีมือฮารุอีกนะ"

 

                "...ข้าวเย็นอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม" ดวงตาสีน้ำเงินตะแคงมอง จ้องเขาตาแป๋ว อยากจะจับหอมแก้มนัก เอาให้แก้มช้ำ ทำไมนับวันยิ่งน่ารัก

 

                "มูสช็อกโกแลต"

 

                "ช็อกโกแลต? วาเลนไทน์ก็ได้มาเยอะนี่ ยังไม่เบื่อเหรอ?"

 

                "ยังนะ อ๊ะ ว่าไป กล่องที่กินวันก่อนมีจดหมายอยู่ด้วย"

 

                สีหน้าของฮารุกระตุก ดวงตาสีสวยฉายแววระริก เขารู้ดีว่าเพราะอะไร ช็อกโกแลตที่แนบจดหมาย ตอนแรกมันก็อยู่ข้างใน แต่เขาเป็นคนแพลมออกมาให้เอง พนันว่าฮารุจะเห็น

 

                "จดหมายอะไร"

 

                "...ไม่บอก" จบประโยคเท่านั้นแหละเขาโดนทุบอกเต็มรัก ฮารุทำหน้ากระเง้ากระงอด นิสัยขี้หึงของฮารุเป็นสิ่งที่เขาถูกใจ นึกเสียดายที่เพิ่งมาค้นพบเอาช่วงม.ปลาย "ยอมแล้ว ไม่มีอะไรหรอก แค่เขียนแฮปปี้วาเลนไทน์ธรรมดา ตามมารยาทน่ะ"

 

                สีหน้าบึ้งตึงคลายลง "จริงเหรอ?"

 

                "อื้ม แค่อยากเห็นฮารุหึงแค่นั้นแหละ" แม้ความจริงจะไม่เป็นแบบนั้น แต่ก็นั่นแหละ เขาติดอยู่ในวงกตนี้มานานมาก และยังติดอยู่ไม่มีทีท่าว่าจะหาทางออกเจอ ไม่มีเวลาออกไปข้างนอกแล้วสนใจคนอื่นหรอก พอเจอกันที่มหาวิทยาลัย เขาก็ปฏิเสธไปแล้วเรียบร้อย

 

                "ไม่ได้หึง" เจ้าตัวว่าแบบนั้นแล้วผลักเขาออก รีบลุกขึ้นออกจากห้องไป หูแดงเห็นอยู่ไวๆ เขาได้แต่มองตาม นึกเปรียบเทียบกับเมื่อก่อนที่เขาได้แต่ตามอยู่อย่างเดียว พอวันนี้แสดงออกชัดเจนว่าเท่าเทียมกันมากขึ้น ฮารุสนใจเขามากขึ้น เป็นฝ่ายขยับเข้าหาเขาบ้างแล้ว เขาก็ดีใจจนหุบยิ้มไม่อยู่

 

                คราวนี้ตาฉันบ้างนะ

 

                จะทำให้นายหลงวนเวียนในวงกตที่ฉันสร้าง

 

                วนเวียนในวงกตของกันและกัน ตลอดไป

 
 
 
 
 
 
สวัสดีค่า อัพฟิคอีกแล้ว<<เป็นมนุษย์เวิ่นเว้อ 
 
ชอบมาโกะที่ต้อนฮารุถูกทางตลอดมากๆ ก็เลยเกิดเป็นฟิคนี้ค่ะ <<แต่ชักเบื่อ คราวหน้าว่าจะนำเสนอมุมที่มาโกะรักและยอมฮารุบ้าง(ฮา)
 
เป็นฟิคที่อารมณ์เรื่อยๆ <<แต่งได้แต่แบบเรื่อยๆ พรากกกก ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่ก็อยากผลิตพายเรือต่อไปค่ะ(กร๊ากกกก TwT)
 
เจอกันเอนทรี่หน้าค่า :D
 

                บนโลกนี้จะมีคนจำพวกหนึ่งที่ไม่สนเทศกาล ไม่ว่าวันไหนๆในหนึ่งปีพวกเขาจะไม่เห็นความแตกต่าง กิจวัตรในทุกๆวันเหมือนกันแม้คนอื่นจะตื่นเต้นกับเทศกาลหรือวันพิเศษแค่ไหนก็ตาม หรือให้พูดง่ายๆ ไม่โรแมนติกเอาซะเลย

 

                นานาเสะ ฮารุกะเป็นหนึ่งในนั้น

 

                เอาจริงๆ อย่าว่าแต่เรื่องเทศกาลเลย ให้เจ้าตัวสนใจอย่างอื่นนอกจากเรื่องว่ายน้ำกับปลาซาบะให้ได้ก่อนเถอะ

 

                วันนี้วันที่เท่าไหร่เจ้าตัวก็ไม่ได้สนใจนัก แต่ฮารุกะตื่นเช้าขึ้นมาตามปกติ อากาศเย็นของหน้าหนาวบางครั้งก็หนาวเกินไปจนทำให้นอนไม่ค่อยหลับ เขาลุกขึ้น เก็บที่นอนเสียเรียบร้อย แล้วเข้าไปแช่ในอ่างน้ำแบบที่ชอบทำมาตลอดชีวิต หนึ่งปีแล้วที่เขาเข้ามาใช้ชีวิตในโตเกียวหลังจากจบม.ปลาย ตอนแรกๆก็ไม่ค่อยคุ้น ขนาดที่อิวาโทบิเขายังไม่ค่อยออกไปไหน นับประสาอะไรกับโตเกียวที่เป็นเมืองหลวง  แรกๆเขาจะไปไหนเองยังประหม่า หลงทางจนต้องโทรไปถามมาโกโตะ จะได้ใช้มือถือเป็น(สักที)ก็คราวนี้ 

 

                สุดท้ายก็ลงเอยเป็นว่า นอกจากที่ที่ไปบ่อยๆอย่างมหาวิทยาลัย ซุปเปอร์มาเก็ตที่สถานี และร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ ฮารุกะก็ไม่คิดจะไปที่ไหนอีก

 

                แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยออกไปเปิดหูเปิดตาเลย บ่อยครั้งที่มาโกโตะมักจะชวนเขาไปเที่ยววันหยุด ไม่ก็ทานข้าวเย็นด้วยกัน ตอนแยกกันไปเรียนคนละที่นี่เอง เขาเพิ่งรู้สึกตัวถึงความจริงบางอย่าง เขาเคยชินกับชีวิตที่มีมาโกโตะมาตามไปเรียนทุกเช้า มีอยู่วันหนึ่งเขาลืม แช่น้ำเพลินจนเกือบไปสาย ระหว่างทางไปมหาวิทยาลัยที่ปกติเคยมีคนคุ้นเคยชวนคุยอยู่ใกล้ๆ บัดนี้ก็ไม่มี เวลาที่เขาคุยกับคนอื่นไม่เข้าใจก็ไม่มีคนช่วยไกล่เกลี่ยหรือเดาใจให้ และแน่นอน เวลาขึ้นจากน้ำก็ไม่มีมืออุ่นๆยื่นมาให้จับเป็นหลักยึดบ่อยๆอีก

 

                เขาเคยคิดว่าตัวเองไม่ยึดติดกับอะไร แต่จริงๆแล้วกลับพึ่งพาอีกฝ่ายมากถึงขนาดนี้

 

                คิดแล้วก็เกิดก้อนจุกในใจจนเขาต้องมุดน้ำหนี มันเป็นความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งอึดอัด ทั้งเหงา บอกไม่ถูก

 

                นานอีกเท่าไหร่ไม่รู้ เขาออกมา แต่งตัวด้วยเสื้อยืดกับกางเกงขาสีส่วน ทับด้วยสเวตเตอร์สีอ่อนและนุ่มอุ่น เสร็จแล้วผูกผ้ากันเปื้อน เตรียมตัวทำอาหารเช้า เขามองออกนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าสีฟ้าติดจะหม่นๆ อากาศแบบนี้เหมาะแก่การทำตัวเอื่อยเฉื่อยนัก พอดีกับที่วันนี้เป็นวันหยุด แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ มาโกโตะบอกว่าจะรับออกไปข้างนอก

 

                เจ้าตัวบอกว่าเสร็จจากงานกลุ่มที่มหาวิทยาลัยแล้วจะมา น่าจะซัก 11 โมงเช้า ฮารุกะมองดูนาฬิกา เพิ่ง 9 โมงกว่า ดังนั้นเขาจึงลงมือทำอาหารแบบไม่เร่งรีบนัก เสร็จแล้วเอามากินพลางเปิดทีวี รายการที่ฉายตอนนี้ฉากหลังเป็นสีแดงสด ตกแต่งด้วยรูปหัวใจสีชมพูและแดง พิธีกรสองคนพูดถึงการเตรียมของขวัญสำหรับคนรักในวันแห่งความรัก ว่าแล้วก็ตัดไปภาพสาววัยรุ่นคนหนึ่งกำลังทำช็อกโกแลต

 

                ฮารุกะเคี้ยวข้าวกับปลาซาบะ ในใจไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ พอกินเสร็จเขาก็ปิดทีวีแล้วเอาจานไปล้าง เก็บกวาดห้องอีกนิดหน่อย จากนั้นเปิดทีวีอีก เลือกไปช่องที่มีรายการสารคดีสัตว์โลก กำลังดูถึงตอนที่วาฬเพชฌฆาตกำลังล่าแมวน้ำ  และแล้วก็ยินเสียงกดออด มาโกโตะคงมาแล้ว

 

                มาโกโตะเปิดเข้ามา บ่นอีกแล้วว่าเขาน่าจะหัดล็อกประตูหน่อย เขาแย้งกลับว่าปกติก็ปิดแต่ครั้งนี้แค่ลืม ใบหน้าคุ้นเคยคิ้วขมวดแต่ก็ยังยิ้ม เขาสังเกตว่าวันนี้เจ้าตัวมีถุงกระดาษสีขาวติดตัวมาด้วย พอถามว่านั่นอะไร มาโกโตะก็หิ้วมาให้ดูที่โต๊ะ

 

                ข้างในถุงมีกล่องช็อกโกแลตไม่ต่ำกว่า 5 กล่อง ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง บ้างห่ออย่างน่ารัก บ้างให้ความรู้สึกหรูหรา มาโกโตะยิ้มเขินๆ บอกว่าเมื่อเช้าไปมหาวิทยาลัยก็มีคนเอามาให้เยอะแยะ

 

                อยู่ๆฮารุกะก็รู้สึกหงุดหงิด "ของโปรดนายนี่ ดีจังนะ"

 

                "อื้ม ทุกคนอุตส่าห์เอามาให้ จะกินทุกกล่องเลยล่ะ" ได้ยินเจ้าตัวว่ายังงั้นฮารุกะก็ยิ่งหงุดหงิด  เขาไม่คิดจะหยิบกล่องพวกนั้นขึ้นดูอยู่แล้วเพราะเป็นของส่วนตัวของมาโกโตะ แต่สายตาก็ชำเลืองไปเห็นขอบซองจดหมายที่โผล่ออกมาจากกล่องใบหนึ่ง ท่าทางว่าในนี้ต้องมีบางกล่องที่แฝงความนัย

 

                ถ้ามาโกโตะได้อ่านมัน อะไรๆจะเปลี่ยนไปกว่านี้อีกมั้ยนะ?

 

                ไม่ทันได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น มาโกโตะก็บอกว่าจะพาเขาไปพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ มีโชว์โลมาตอนบ่ายสอง ถ้าออกไปตอนนี้ ก็พอดีกินข้าวเที่ยงกับเดินดูส่วนอื่นของพิพิธภัณฑ์ด้วย  ไม่นานพวกเขาก็ออกไป อากาศแม้จะยังหนาวอยู่แต่ก็ไม่หนาวมากแล้ว มาโกโตะเริ่มชวนคุยตามปกติ ตั้งแต่เรื่องรองเท้ารุ่นใหม่ไปจนเรื่องมหาวิทยาลัย ฮารุกะแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่รู้สึกว่าตัวเองคาดหวังว่ามาโกโตะจะพูดเกี่ยวกับคนให้ช็อกโกแลตบ้าง ซึ่งก็มีจริงๆ คนหนึ่งเป็นเพื่อนมาโกโตะที่มหาวิทยาลัย แต่ก็เหมือนให้ตามธรรมเนียม เพราะคนอื่นๆในกลุ่มก็ได้กันหมด จริงๆเขาอยากจะถามถึงช็อกโกแลตที่มีซองจดหมาย แต่ก็ต้องกลืนคำพูดเข้าไปเพราะเกรงจะดูแปลกๆ

               

                ระหว่างทางผ่านถนนที่คนพลุกพล่าน เพราะวันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ ไม่ว่าจะมองผ่านมุมไหนก็เห็นคู่รักจูงมือกันขวักไขว่ ร้านรวงเองก็ได้โอกาส ตกแต่งร้านและจัดโปรโมชั่นสำหรับคู่รัก บางร้านมีคนแต่งมาสคอตน่ารักๆเชื้อเชิญให้คนเข้าไป บางร้านก็เล็งเห็นอีกโอกาส เปิดโปรโมชั่นย้อมใจคนโสด ใครมาโดดๆรับไปเลยช็อกโกแลตฟรี ถึงใครไม่รักแต่ทางร้านรักคุณๆนะจ๊ะ ทำนองนี้  แต่ก็มีเยอะเหมือนกันที่แจกช็อกโกแลตชิ้นเล็กๆตามรายทางเพื่อโปรโมทร้าน พวกเขาเดินผ่านก็ได้มาคนละชิ้น ฮารุกะมองมาโกโตะ วันนี้เจ้าตัวได้ช็อกโกแลตของโปรดเยอะแยะคงจะดีใจสีหน้าเลยสดชื่นใหญ่ พอเห็นอีกคนมีความสุขเขาก็มีความสุขไปด้วย เรื่องช็อกโกแลตพร้อมซองจดหมายค่อยๆเลือนหายไปจากสมอง

 

                เดินเพลินๆก็มาถึงพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกันแล้ว แน่นอนว่าที่นี่เองก็มีโปรโมชั่นวันวาเลนไทน์ เป็นซุ้มบอลลูนอาร์ทไว้ให้ถ่ายรูป คู่รักเยอะเหมือนกันที่เลือกมาเดทที่นี่ ต่อแถวซื้อตั๋วแป๊บนึงก็ได้เข้า เพราะเที่ยงแล้วเลยตกลงกันจะไปกินข้าวก่อน กระทั่งร้านข้าวของพิพิธภัณฑ์ก็มีเมนูพิเศษวันวาเลนไทน์ แต่ไฉนเลยฮารุกะจะสนใจ เขาสั่งซาบะมิโสะโดยไม่ต้องคิด ส่วนมาโกโตะสั่งแฮมเบิร์ก

 

                กินกันเสร็จก็มาเดินย่อยอาหารก่อนจะถึงโชว์  โซนแรกของพิพิธภัณฑ์เป็นทางเดินเส้นตรง กว้างมากอยู่ ผนังมีตู้ปลาทอดยาว แบ่งกั้นเป็นส่วนๆ  โซนนี้จัดไว้สำหรับปลาสวยงามตามท้องทะเล แค่เห็นสีสันสดใสต่างๆกันกำลังแหวกว่ายก็ทำเอาเขาตาเป็นประกายอย่างคุมไม่อยู่ ในตู้เองก็จัดปะการังกับดอกไม้ทะเลได้สวยมาก ฮารุกะจับจ้องอยู่นานสองนาน กว่าจะยอมเข้าไปโซนที่สองซึ่งเป็นห้องโถงวงกลมใหญ่ๆสำหรับสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ขึ้นมา มีทั้งปลา ปู กุ้ง หมึก งูทะเล ตรงกลางเป็นซุ้มเสารูปห้าเหลี่ยมด้านเท่า แต่ละมุมมีเสาหนึ่งต้น แต่ละต้นมีแมงกะพรุนพันธุ์ต่างๆจัดพร้อมแสงสี  ส่วนตรงกลางซุ้มเป็นตู้ปลารูปกลมใหญ่ๆ เป็นการจัดระบบนิเวศปะการังขนาดย่อม มีปลาสวยงามแบบเดียวกันกับโซนที่ 1หลายๆชนิดอยู่ด้วยกัน พร้อมด้วยม้าน้ำ ดาวทะเล และดอกไม้ทะเล ถัดไปก็เป็นโซนที่สาม เป็นตู้ปลาขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกมากๆ สูงเท่าผนัง กว้างจนสุดทาง แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นฝูงฉลามขาวท่ามกลางโขดหินตั้งตระหง่าน มีปลาตัวเล็กๆบางชนิดอยู่ด้วย ฮารุกะจ้องหน้าฉลาม หน้าตาดูมันดูหงุดหงิดเล็กน้อย ถ้านางิสะกับรินมาด้วย นางิสะต้องล้อว่ามันเหมือนรินตอนหัวเสียแน่ๆ อีกส่วนเป็นวาฬเพชฌฆาตสองตัว เป็นตู้โล่งๆ ไม่มีปลาอื่นอยู่ด้วย เขาเดาว่าน่าจะเป็นเพราะวาฬเพชฌฆาตเป็นสัตว์ที่หน้าตาน่ารักแต่นิสัยดุร้าย การจัดไว้ร่วมกับปลาอื่นๆอาจจะทำให้ปลาอื่นไม่ค่อยปลอดภัย เขามองคนข้างกายที่ชอบโดนเปรียบเทียบกับสัตว์ทะเลชนิดนี้ พอดีกันกับที่ดวงตาสีเขียวเหลือบมาทางเขา ดวงตานั้นฉายแววอ่อนโยน

 

                "หืม? มีอะไรรึเปล่าฮารุ?" ถึงตรงนั้นฮารุกะรู้สึกหน้าร้อนแปลกๆ รีบปฏิเสธบ่ายเบี่ยงเดินนำหน้าไป ถัดจากโซนถัดไปที่เป็นอุโมงค์น้ำ พอเงยหน้าขึ้นดู ความตื่นตาใต้ทะเลก็ทำเอาที่หน้าร้อนๆอยู่หายไปสิ้น เขามองดูโขดหินตั้งตระหง่าน มีปูแมงมุมยักษ์หลายตัวไต่อยู่บนนั้น ข้างบนมีปลาสวยงามเล็กๆที่อยู่กันเป็นฝูงว่ายเวียนไปมา ปลากระเบน เต่าทะเล  และที่น่าตื่นใจที่สุดเห็นจะเป็นฉลามวาฬตัวเขื่อง

 

                เขาจ้องดูอยู่เพลิน รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนมาโกโตะสะกิดบอกว่าบ่ายโมง 45 แล้ว พวกเขาขึ้นไปรอตรงชั้นจัดแสดงโชว์โลมาที่เป็นอัฒจันทร์ใต้ร่มอยู่ข้างหน้าสระน้ำใหญ่ คนค่อนข้างเยอะ บ่ายสองตรงพิธีกรพูดเปิดเล็กน้อยแล้วการแสดงก็เริ่ม โลมาพวกนี้แสนรู้มาก มีทั้งเล่นลูกบอล กระโดดข้ามห่วง หลังจากนั้นเองพิธีกรประกาศโชว์พิเศษ เริ่มต้นด้วยระบำโลมาประกอบเพลง ไม่นานนักคนฝึกโลมาหญิงก็ถือม้วนพลาสติกม้วนหนึ่งเข้ามาในสระ โลมาสองตัวใช้จมูกดันเธอให้ยืนเหนือสระน้ำ แล้วเธอก็คลายม้วนออก ข้างในเป็นข้อความว่า อากิโกะ แต่งงานกับผมนะ

 

                เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม แล้วสายตาก็จับจ้องไปยังหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้า ฝ่ายชายเปิดกล่องแหวนให้เจ้าสาว ในขณะที่ฝ่ายสาวร้องไห้หน้าตาปลื้มปิติ ตอนที่สาวเจ้าจับมือชายหนุ่มไว้แล้วพยักหน้ารับก็มีเสียงปรบมือดังขึ้นเกรียวกราว ฮารุกะได้ยินผู้หญิงข้างหลังพูดว่าการแสดงโชว์ที่นี่เปิดโปรโมชั่นรับฝากข้อความแบบนี้สักพักแล้ว แต่ราคาก็แพงเอาเรื่อง ทำให้เดาได้ว่าชายหนุ่มที่ขอสาวแต่งงานน่าจะเป็นลูกคนมีฐานะระดับหนึ่ง ฮารุกะไม่ได้สนใจอะไรมากนัก พอโชว์จบพวกเขาก็พากันเดินออกไป เดินลงมาจากที่แสดงโชว์โลมาก็เป็นโถงทางออกที่ตอนนี้จัดแต่งบอลลูนอาร์ทในคอนเสปต์ความรักใต้ท้องทะเล ท่ามกลางลูกโป่งที่จัดเป็นปลาโลมาอันเป็นมาสคอตของพิพิธภัณฑ์ มีลูกโป่งรูปหัวใจแทรกอยู่ ทุกอย่างดูสดใสมีชีวิตชีวา เป็นอีกมุมที่ฮอตฮิตเห็นได้จากจำนวนคู่รักที่มาถ่ายรูป ทางส่วนร้านขายของที่ระลึกก็ออกสินค้าพิเศษเช่นกัน แต่ของที่ขายอยู่ในนี้มักแพง และฮารุกะเองก็ไม่ได้สนใจมากมายนัก เขาจึงชวนมาโกโตะออกไปข้างนอก

 

                "หวา สนุกจังเลยนะ ตอนโลมากระโดดข้ามห่วงนั่นฉันชอบมากเลย" มาโกโตะพูดเสียงสดใส "ฮารุ สนุกมั้ย?"

 

                "อื้ม" แม้จะเป็นคำตอบรับสั้นๆ แต่สีหน้าและรอยยิ้มน้อยๆของฮารุกะสื่อความหมายได้มากกว่า มาโกโตะยิ้มอ่อนโยนให้อีกครั้ง ไม่ว่าจะตอนไหน การได้เห็นใบหน้ามีความสุขของฮารุกะถือเป็นความสุขของเขาเสมอ

 

                จากนั้นพวกเขาก็แวะเกมเซนเตอร์ นานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้เล่นเกมแข่งกันแบบนี้  วันวานเก่าๆไหลเวียนมาในความคิด พวกเขาไม่มีใครยอมใคร ผลัดกันแพ้ชนะ ปิดท้ายด้วยเกมคีบตุ๊กตา หลังจากผลัดกันคีบแล้วพลาดไปคนละครั้ง ฮารุกะก็คีบตุ๊กตาโลมาขนาดกลางๆได้ตัวหนึ่ง ดวงตาสีน้ำเงินของฮารุกะวาววับ ตีความได้ว่าเจ้าตัวน่าจะถูกใจ

 

                เพราะอีกหน่อยก็ท้องร้อง สองคนจึงออกไปหามื้อเย็นทานก่อนกลับ อากาศตอนเย็นหนาวขึ้น พวกเขาจึงเลือกที่จะทานอะไรร้อนๆอย่างราเมง  ไม่มีอะไรมากมาย ราเมงซุปเกลือของฮารุกะ ราเมงซุปกระดูกหมูของมาโกโตะ เกี๊ยวซ่าไส้หมูแบ่งกันกินหนึ่งจาน แล้วก็กลับ

 

                จริงๆจากสถานี ก็สามารถแยกกันกลับที่พักของแต่ละฝ่ายได้เลย แต่เพราะมาโกโตะลืมถุงช็อกโกแลตไว้ห้องเขาเลยได้กลับมาด้วย จากที่เมื่อกี้คนพลุกพล่าน บัดนี้กลับค่อนข้างเงียบสงัด ฮารุกะกระชับเสื้อโค้ทที่สวมอยู่ อากาศหนาวขึ้นอีกแล้ว และตอนนั้นเอง เขาได้ยินเสียงเปิดซิป แล้วสัมผัสของผ้าอุ่นๆก็พันรอบลำคอ

 

                ฮารุกะหยุด มองที่คอของตัวเองมีผ้าพัอคอไหมพรมสีฟ้าสลับดำสลับขาว เขามองคนใกล้ตัวก็เห็นหน้าตายิ้มๆอย่างจงใจ

 

                "สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะ ฮารุ"

 

                พริบตานั้นในหัวของฮารุกะระเบิดบู้ม พวกเขาสองคนสนิทกันมาแต่ไหนแต่ไร พอทะเลาะกันครั้งแรกก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้น พอมาอยู่โตเกียว ช่องว่างที่ห่างกันกลับยิ่งทำให้รู้ถึงความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่าย แม้จะไม่มีใครพูดออกมาแต่การกระทำก็ชัดเจน และยิ่งชัดขึ้นอีกในวันนี้

 

                ฮารุกะก้มหน้างุด กำตุ๊กตาโลมาในมือแน่น ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร แต่พอคิดได้อีกทียื่นให้คนตรงหน้าเช่นกัน ตุ๊กตาที่เพิ่งจับได้จากเกมเซนเตอร์ไม่ใช่ของขวัญที่ดีนักหรอก แต่ทั้งเนื้อทั้งตัวเขาก็มีอยู่เท่านี้ มือเล็กกว่าสั่นเทาก่อนจะรู้สึกถึงความอบอุ่นของฝ่ามือที่รับตุ๊กตาไป

 

                "ขอบคุณนะ ฮารุ"

 

                ใจเขายังคงเต้นโครมครามไม่เว้นแม้แต่ตอนที่มาโกโตะมาเอาของและกำลังจะออกไป ใบหน้าอ่อนโยนยิ้มให้ด้วยสายตาล้านความหมาย เขามองจนอีกฝ่ายเดินพ้นสายตาไป

 

                เขาไม่เคยสนใจเทศกาล

 

                ไม่เคยเลย จนเมื่อมีใครสักคนให้ความสำคัญ สอนเขาว่ามันพิเศษ

 

                บางส่วนในใจเขาบอกว่าอยากเปลี่ยนแปลง เล็กน้อยก็ยังดี

 

                ฮารุกะกระชับผ้าพันคอที่เพิ่งได้มา มันอุ่น อบอุ่นเหมือนคนให้

 

                เขากำชับกับตัวเอง "ปีหน้าจะดีกว่านี้"

 

                

 
 
 
 
สวัสดีค่าาาา เจอกันอีกแล้วน้าาาา >
ฟิคนี้กะเป็นฟิควาเลนไทน์ แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน เลยไปสิบนาที พรากกกก TwT
ตอนแรกไม่ได้กะจะแต่ง แต่สุดท้ายก็เหงาจนทนไม่ไหว วาเลนไทน์ทั้งทีทำไมมาโกะฮารุเงียบเหงาเหลือเกิน งืออออ TwT เลยเป็นที่มาของฟิคนี้ ใส่อะไรหลายๆอย่างที่ชอบลงไปอย่างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ มาจากอารมณ์อุดอู้ด้วยแหละ อยากไปเที่ยววววว อยากไปพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ไปดูโชว์ปลาโลมาเหมือนตอนเด็กๆ TwT
 
ทิ้งท้ายสักนิด
-อยากจะแต่งฟิคเสริม เป็นเรื่องราวของมาโกะฮารุและสาวที่ให้ช็อกโกแลตพร้อมจดหมาย
-มาโกโตะจงใจทิ้งถุงช็อกโกแลตไว้ จะได้มีเหตุผลที่จะเดินกลับด้วย นำไปสู่การมอบผ้าพันคอ
-ที่ของขวัญไม่ใช่ช็อกโกแลต เพราะมาโกโตะรู้ว่าฮารุไม่ชอบของหวาน
-ที่เป็นผ้าพันคอ คือเลือกไปตามสัญชาตญาณลึกๆที่อยากผูกฮารุไว้เป็นกรรมสิทธิ์ตัวเองของมาโกโตะ
 
(ใช่แล้วค่า เรานิยมมาโกะดาร์ก กร๊ากกกก TwT)
 
ยังไงก็ตาม แฮปปี้วาเลนไทน์นะคะ เจอกันเอนทรี่หน้าค่า >

[Free!FanFic] Jealousy (MakoHaru)

posted on 27 Nov 2014 00:00 by project0

Title : Jealousy

Paring : MakoHaru

Rating : PG

Author : Projectzoro00

 
 
 

                ไม่ชอบแบบนี้

 

                เขาได้แต่กระฟัดกระเฟียดในใจหลังจากที่ออกมาจากร้านเค้กแล้ว รู้สึกตัวเองก็เก่งใช่ย่อยที่อดทนจนจบได้แบบนี้ กระนั้นอารามหงุดหงิดก็ยังคุกรุ่น ช่วงขาเรียวจ้ำก้าวถี่ๆ ใบหน้างอง้ำเห็นได้ชัด แต่เหมือนเจ้าตัวก็ยังไม่รู้ถึงท่าทางที่แสดงออกมา ฮารุกะกำลังจมดิ่งในห้วงคิดบางอย่าง แม้เสียงเรียกของอีกคนจากด้านหลังก็ยังไม่ได้ยิน

               

                ก็พอจะรู้ว่าตัวเองไม่ค่อยชอบคิสึมิด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง โดยเฉพาะนิสัยขี้แกล้งนั่น ขี้แกล้งยังไม่พอ หมอนี่ยังชอบเก็บข้อมูลชาวบ้านไปทั่ว ลองได้รู้เข้าสักอย่างว่าใครไม่ชอบอะไรหรือมีความลับแบบไหน หมอนั่นก็จะเอามาแกล้งได้อย่างตรงจุด

 

                พอนึกถึงเหตุการณ์ตอนม.ต้นที่คิสึมิพามาโกโตะไปต่อหน้าเขาแล้วหันหลังมาแลบลิ้นเยาะใส่ ส่วนเขาก็ชักสีหน้ากลับไปนั่น ก็คิดได้แต่ว่าพลาดไปแล้ว มันเป็นการเผยจุดอ่อนตัวเองอย่างหนึ่งที่คิสึมิก็ใช้มันแกล้งเขามาจนถึงทุกวันนี้ ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด

 

                ว่าแต่ทำไมเขาต้องหงุดหงิด?

 

                คิดมาถึงตรงนี้ฮารุกะก็ชะงัก ขาที่เคยก้าวบัดนี้นิ่งอยู่กับที่ ประจวบเหมาะพอดีกับสัมผัสคุ้นเคยที่ต้นแขน

 

                "ฮารุ จับได้สักที ตะกี้เรียกตั้งนานไม่เห็นหันมาเลย" น้ำเสียงอ่อนโยนตัดพ้อ เขาหันไปมองหน้าคนพูดแว้บๆ ก่อนอารมณ์บางอย่างจะพุ่งขึ้นสูงจนต้องสะบัดแขนให้หลุดออกจากมือหนาที่เกาะกุม

 

                ไม่รู้ทำไมยิ่งเห็นหน้ามาโกโตะยิ่งหงุดหงิด

 

                "อะไรล่ะนั่น หน้ามุ่ยเชียว เค้กไม่อร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?" แต่กระนั้นก็ไม่ได้มีความกังวลอยู่บนใบหน้าคนถามแต่อย่างใด คล้ายเจ้าตัวจะงงๆว่าเกิดอะไรขึ้นมากกว่า

 

                บางครั้งมาโกโตะก็ซื่อบื้อ

 

                เขาตอบปัดว่าไม่มีอะไร จากนั้นก็ทำตัวสงบเสงี่ยมเดินกลับบ้านเคียงกันกับอีกคนเหมือนเป็นเรื่องปกติ...แค่หันหน้าหนีไปอีกทาง

 

                เขาไม่ชอบคิสึมิ แต่มาโกโตะไม่เคยรู้

 

                กินเค้กนี่เขาก็ไม่ได้อยากไป ไม่ชอบของหวาน ไม่ชอบคนชวน แต่พอเห็นมาโกโตะทำท่าอยากไปก็เลยคิดว่าทนๆหน่อยก็ได้

 

                คิดแค่ว่ามาโกโตะให้เขามามากพอแล้ว เพราะงั้นอะไรตามใจได้ก็อยากจะทำ แต่ก็ห้ามใจให้หงุดหงิดได้ยากนัก ยิ่งตอนคิสึมิทำท่าสนิทสนมกับมาโกโตะราวกับสองคนมีเรื่องอะไรบางอย่างที่ปิดบังเขาไว้ พอจินตนาการว่าวันหลังมาโกโตะอาจจะชวนคิสึมิไปเลือกเสื้อผ้า กินเค้ก เล่นบาส โดยที่เขาไม่รู้ ก็เหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างอัดแน่นในอก

 

                เขาก็รู้หรอกว่าตัวเองมันน่าเบื่อ

 

                ไม่ใช่เขาไม่รู้สึกเวลามาโกโตะชวนให้ดูนั่นดูนี่ ถามเขาว่านั่นดีมั้ย นี่ดีมั้ย แต่เขาก็ตอบได้แค่อืมๆอาๆ เขาเห็นตลอดเวลาที่คิ้วสีน้ำตาลขมวดนิดๆเพราะคำตอบสั้นห้วน คงจะไม่ถูกใจ แต่เจ้าตัวก็ยังคงยิ้มให้ ทำยังไงได้ก็คนมันไม่สนใจ จะให้ปั้นแต่งมากไปก็อึดอัด แต่เขาก็พยายามแล้วนะ อย่างก่อนหน้านี้ที่พยายามมองหาเสื้อที่เหมาะกับมาโกโตะน่ะ

 

                แต่ก็นั่นล่ะ พอเทียบกับคิสึมิที่บุคลิกสดใส รสนิยมท่าทางเข้ากับมาโกโตะได้ดี เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขาเป็นมาโกโตะก็คงอยากไปกับคิสึมิมากกว่า

 

                โดยที่ไม่รู้สึกตัว มือของฮารุกะเอื้อมจับเสื้อคนข้างๆ การเดินหยุดลงชั่วขณะ ได้ยินเสียงถอนหายใจของมาโกโตะ ก่อนที่ฝ่ามือหนาจะจับข้อมือเขาแล้วพาลากไปจนถึงบ้าน

 

                "มาโกโตะ เดี๋ยว!"

 

                "เราต้องคุยกันนะ"

 

                น้ำเสียงเด็ดขาด มาโกโตะจริงจัง และเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไง

 

                เมื่อมาถึงที่ มาโกโตะหันมาเผชิญหน้าเขา ฮารุกะหลบสายตาอย่างไม่คุ้นชิน ดวงตาสีเขียวมรกตของอีกฝ่ายที่ก่อนหน้านี้ยังแลดูซื่อบื้อ บัดนี้กลับส่อแววแหลมคมทะลุทะลวงราวกับจะจ้วงเข้าไปถึงใจได้

 

                "วันนี้นายแปลกไปนะ เป็นอะไรรึเปล่า?"

 

                ฮารุกะนิ่งเงียบ มาโกโตะเป็นคนแปลก ปกติจะท่าทางใสซื่อไม่มีพิษภัย แต่ถ้าจริงจังขึ้นมาก็ทำเอาเขาไปต่อไม่ถูก ตอนนี้ก็เช่นกัน

 

                "เพราะวันนี้ที่เจอกับคิสึมิเหรอ?"

 

                เรื่องจี้จุดเองมาโกโตะก็ไม่แพ้ใคร เสียแต่ว่าเจ้าตัวชอบอยู่สงบๆ ทำตัวร่าเริงมากกว่าก็เท่านั้น

 

                ฮารุกะยังคงนิ่ง แต่นั่นเป็นการยืนยันคำตอบได้อย่างดี ฮารุกะรู้แล้วว่ามาโกโตะก็น่าจะรู้ เขาจินตนาการถึงสถานการณ์ที่อาจรุนแรงขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไร

 

                "ขอโทษนะ ฉันเองก็พอจะรู้อยู่หรอก"

 

                "..."

 

                "ฉันรู้ว่าฮารุไม่ชอบอะไร แต่ก็ยังเอาแต่ใจ ขอโทษนะ"

 

                "..."

                "...คุยกันได้ไหม?"

 

                "ไม่ต้องขอโทษหรอก ฉันผิดเอง"

 

                ทุกอย่างเงียบลงอีกครั้ง แต่ในเมื่อเปิดโอกาสให้พูด เขาก็จะพูด

 

                "ฉันแค่หงุดหงิดเวลาเห็นหน้าหมอนั่น"

 

                มาโกโตะเงียบ เป็นอันรู้กันว่ารอให้ฮารุพูดออกมาเองจนกว่าจะพอใจ

 

                "พอหมอนั่นพูดเหมือนรู้ดีไปทุกอย่าง ฉันก็.."

 

                จังหวะที่ปากสั่นเพราะไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดออกมาว่ายังไงดี ก็สัมผัสได้แค่ฝ่ามือคุ้นเคยที่ลูบหัวเขา จากนั้นตามด้วยอ้อมกอดอุ่น

 

                "ฉันเห็นท่าทางฮารุตลอด ทั้งตอนเลือกเสื้อ ทั้งตอนกินเค้ก เอาจริงๆก็ตั้งแต่เมื่อก่อนที่ฉันทำงานพิเศษกับโค้ชซาซาเบะ"

 

                "ท่าทาง?"

 

                "นี่ไม่รู้ตัวเลยเหรอ?" มาโกโตะกลับมายิ้มอบอุ่นอีกครั้ง เขาตามไม่เคยทัน "เวลาอยู่กับคิสึมิ นายจะชอบทำบึ้ง หางตาชี้แบบนี้" ไม่ว่าเปล่าเอานิ้วมาดึงหน้าเขาเล่น รู้สึกแค่ว่าหน้ามันตึงๆแต่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเป็นแบบไหน ตอนนี้ฮารุกะชักหงุดหงิดที่เหมือนตัวเองจะแพ้ทางมาโกโตะไปอีกคน ผลักอกออกจากอ้อมกอดแล้วจ้องอีกฝ่ายนิ่ง

 

                "เดี๋ยวนี้ชักเอาใหญ่"

 

                "ขอโทษนะ เผลอไปหน่อย"

 

                สีหน้ายิ้มๆแบบนั้นทำเอาเขาไปต่อไม่เป็นทุกที โกรธไม่เคยลงด้วย แพ้ทางจนตอนนี้นึกหงุดหงิดอยากแช่น้ำ เขาบอกปัด อีกฝ่ายก็เข้าใจ บอกว่างั้นตัวเองก็จะกลับบ้าน

 

                เสียงเปิดประตูดังพรืด ฮารุกะเองก็ตั้งท่าจะเข้าบ้าน แต่เสียงจากมาโกโตะก็ดังขึ้นขัด

 

                "ที่ฉันยอมให้เรื่องเป็นแบบนั้น ทั้งที่รู้ว่านายไม่ชอบน่ะ..." ได้ผล ดวงตาสีน้ำเงินของฮารุกะเบือนมามองอย่างสนใจ มาโกโตะยิ้มอ่อนโยนเหมือนเคย "เพราะฮารุที่หึงน่ารักมากไงล่ะ"

 

                ประโยคสุดท้ายจากไป พร้อมกับเสียงปิดประตูโดยสมบูรณ์ สติของฮารุกะลอยล่อง ในหัววนเวียนคำเดิมซ้ำๆ

 

                หึง?

 

                พอความคิดบางอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอย เขาก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าระหว่างคิสึมิกับมาโกโตะควรจะหมั่นไส้ใครกว่ากัน

               

                

 
 
 
 
 
 
แฮร่ สวัสดีค่าาาา ห่างหายจากการแต่งฟิคและอัพบล็อกไปนาน นี่กลับมาเพราะระเบิดจากดราม่าซีดี2ตอนที่ 10 แท้ๆ พรากกกกกกก ดีงามเกินไปแล้ว ปั่นต่อเนื่องอย่างที่ตัวเองก็ไม่คิดว่ามันจะสำเร็จ(ฮา) ยังไงก็ฝากฟิคไว้และเพ้อเจ้อไปด้วยกันนะคะ =///=